AREA59 โลโก้ ที่ปรึกษาแฟรนไชส์
หน้าแรก
ผลงาน เกี่ยวกับเรา KnowHow JubKu Platform ↗ ปรึกษาฟรี
ค่าใช้จ่ายการทำแฟรนไชส์ทั้งหมด ปี 2026 ต้องใช้งบเท่าไหร่? (สรุปครบทุกขั้นตอน) — AREA59 ที่ปรึกษาแฟรนไชส์

ค่าใช้จ่ายการทำแฟรนไชส์ทั้งหมด ปี 2026 ต้องใช้งบเท่าไหร่? (สรุปครบทุกขั้นตอน)

Franchise System

Franchise System 24/02/2026 โดย ทีม AREA59
ค่าใช้จ่ายการทำแฟรนไชส์ทั้งหมด ปี 2026 ต้องใช้งบเท่าไหร่? (สรุปครบทุกขั้นตอน)
TL;DR — สรุปสั้น

ค่าใช้จ่ายการทำแฟรนไชส์ไม่ได้มีแค่ค่าจดทะเบียน แต่รวมถึงการออกแบบ Franchise Model, การเขียน SOP, คู่มือปฏิบัติงาน, ระบบ Training และการวางโครงสร้างควบคุมคุณภาพ งบประมาณโดยเฉลี่ยเริ่มต้นหลักแสนไปจนถึงหลักล้าน ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของธุรกิจและระดับระบบที่ต้องการ

ค่าใช้จ่ายการทำแฟรนไชส์ทั้งหมด ปี 2026 ต้องเตรียมงบเท่าไหร่ ? วิเคราะห์ครบทุกต้นทุนก่อนขยายธุรกิจ

“ค่าใช้จ่ายการทำแฟรนไชส์ต้องใช้เงินเท่าไหร่?” คือคำถามอันดับต้น ๆ ของเจ้าของธุรกิจที่ต้องการขยายสาขาแบบไม่ต้องลงทุนเอง 100% แต่ความจริงคือ การทำแฟรนไชส์ไม่ใช่แค่การตั้งราคาขายสิทธิ์ หรือร่างสัญญาเพียงฉบับเดียว หากเป็นการสร้าง “ระบบธุรกิจที่ขยายซ้ำได้” (Replicable Business System) อย่างมีมาตรฐาน

บทความนี้จะพาคุณวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายทั้งหมดแบบละเอียด ตั้งแต่การออกแบบ Franchise Model, การเขียน SOP, การจัดทำคู่มือแฟรนไชส์, ระบบ Training, กฎหมาย, ไปจนถึงงบการตลาดเพื่อขายแฟรนไชส์ พร้อมแนวทางวางงบอย่างมืออาชีพเพื่อป้องกันความผิดพลาดระยะยาว

สรุปค่าใช้จ่ายการทำแฟรนไชส์แบบเข้าใจเร็ว

ค่าใช้จ่ายการทำแฟรนไชส์ในประเทศไทยโดยเฉลี่ยเริ่มต้นประมาณ 300,000 บาท สำหรับระบบพื้นฐาน และอาจสูงถึง 1–2 ล้านบาท หากต้องการระบบระดับมืออาชีพหรือระดับองค์กร ต้นทุนหลักไม่ได้มีเพียงค่ากฎหมาย แต่รวมถึงการออกแบบโครงสร้างรายได้ (Franchise Fee / Royalty Fee), การเขียน SOP และคู่มือปฏิบัติงาน, ระบบฝึกอบรม, ระบบควบคุมคุณภาพ และแผนขยายสาขาระยะยาว

ทำไมค่าใช้จ่ายการทำแฟรนไชส์ของแต่ละบริษัทจึงแตกต่างกันมาก ?

หลายคนค้นหาคำว่า “ทำแฟรนไชส์ต้องใช้เงินเท่าไหร่” แล้วพบตัวเลขตั้งแต่หลักหมื่นจนถึงหลักล้าน ความแตกต่างนี้เกิดจากระดับของระบบที่พัฒนา

  • ระดับพื้นฐาน: มีสัญญา มีเอกสารบางส่วน เริ่มขายสิทธิ์ได้
  • ระดับมาตรฐาน: มี SOP ชัดเจน มีคู่มือครบ มีระบบอบรม
  • ระดับองค์กร: มีโครงสร้างควบคุมคุณภาพ มี KPI มีทีม Support และแผนขยายระยะ 3–5 ปี

ระดับของ “ระบบ” คือปัจจัยที่กำหนดงบประมาณ ไม่ใช่แค่ขนาดของธุรกิจ

โครงสร้างค่าใช้จ่ายการทำแฟรนไชส์ 6 หมวดหลัก

1. ค่าออกแบบ Franchise Business Model

ขั้นตอนนี้คือการวิเคราะห์โมเดลธุรกิจเพื่อให้สามารถขายสิทธิ์ได้อย่างยั่งยืน ครอบคลุมการคำนวณ Unit Economics, โครงสร้าง Franchise Fee, Royalty Fee, Marketing Fee และระยะคืนทุนของผู้ซื้อแฟรนไชส์

งบประมาณโดยประมาณ: 100,000 – 300,000 บาท

หากไม่วิเคราะห์ส่วนนี้อย่างรอบคอบ คุณอาจตั้งราคาแฟรนไชส์ผิด และทำให้ทั้งเครือข่ายขาดความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว

2. ค่าเขียน SOP และ Franchise Manual

SOP (Standard Operating Procedure) คือหัวใจของการควบคุมมาตรฐานทุกสาขา โดยเฉพาะธุรกิจอาหารและบริการที่ต้องรักษาคุณภาพสม่ำเสมอ

  • • Operation Manual
  • • Product Preparation Guide
  • • Service Standard
  • • Opening Checklist
  • • Audit Checklist
  • • HR Guideline

งบประมาณ: 150,000 – 500,000 บาท ขึ้นอยู่กับจำนวนขั้นตอนและความซับซ้อน

3. ค่ากฎหมายและสัญญาแฟรนไชส์

สัญญาแฟรนไชส์ที่ดีต้องครอบคลุมเงื่อนไขสิทธิ์, ระยะเวลา, การต่อสัญญา, การยกเลิกสัญญา, การคุ้มครองสูตรลับ และการปกป้องเครื่องหมายการค้า

งบประมาณ: 50,000 – 200,000 บาท

การประหยัดงบในส่วนนี้อาจสร้างความเสียหายหลายล้านบาทในอนาคต

4. ระบบ Training และ Support

แฟรนไชส์ที่ไม่มีระบบฝึกอบรมคือความเสี่ยงสูงต่อคุณภาพแบรนด์ ค่าใช้จ่ายส่วนนี้รวมถึงการออกแบบหลักสูตรฝึกอบรม เอกสารการเรียนรู้ การสอนภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ รวมถึงทีมเปิดร้าน

งบประมาณ: 100,000 – 400,000 บาท

5. ระบบควบคุมคุณภาพ (Quality Control)

การมี Audit System และ KPI ช่วยให้ทุกสาขารักษามาตรฐานเดียวกัน ลดปัญหาข้อร้องเรียน และสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว

งบประมาณ: 80,000 – 250,000 บาท

6. งบการตลาดเพื่อขายแฟรนไชส์

เมื่อระบบพร้อมแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการทำการตลาดเพื่อหาผู้ลงทุน เช่น การจัดทำ Franchise Brochure, Investor Deck, Landing Page และระบบ Lead Management

งบประมาณ: 100,000 – 400,000 บาท

สรุปงบประมาณการทำแฟรนไชส์แต่ละระดับ

  • Mini System: 300,000 – 500,000 บาท
  • Professional Franchise: 600,000 – 1,200,000 บาท
  • Enterprise Expansion: 1,500,000 บาทขึ้นไป

ค่าใช้จ่ายที่เจ้าของธุรกิจมักประเมินต่ำเกินไป

  • • ต้นทุนทีม Support หลังเปิดร้าน
  • • งบพัฒนาระบบซ้ำในปีที่ 2
  • • งบตรวจคุณภาพสาขา
  • • ต้นทุนข้อพิพาททางกฎหมาย
  • • ต้นทุนความเสียหายต่อภาพลักษณ์แบรนด์

การไม่เผื่องบเหล่านี้ทำให้แฟรนไชส์ขยายเร็วแต่ไม่ยั่งยืน

ROI ของการลงทุนทำระบบแฟรนไชส์

สมมติคุณขายแฟรนไชส์ได้ 10 สาขา Franchise Fee สาขาละ 300,000 บาท รายได้รวมคือ 3,000,000 บาท หากลงทุนวางระบบ 800,000 บาท ระบบที่ดีจะช่วยลดปัญหาการบริหาร เพิ่มโอกาสขยายสาขา และสร้างความมั่นคงระยะยาว

การมองค่าใช้จ่ายเป็น “การลงทุนในโครงสร้างธุรกิจ” จะทำให้การตัดสินใจชัดเจนขึ้น

ควรเริ่มทำแฟรนไชส์เมื่อธุรกิจอยู่ระดับใด ?

เหมาะกับธุรกิจที่:

  • • มีสาขาต้นแบบทำกำไรจริง
  • • ระบบการทำงานนิ่งแล้ว
  • • มีแบรนด์เป็นที่รู้จัก
  • • มี Demand ตลาดรองรับ

ไม่ควรเริ่ม หากธุรกิจยังพึ่งพาเจ้าของเพียงคนเดียว

กลยุทธ์วางงบทำแฟรนไชส์ให้คุ้มค่าที่สุด

  1. • วิเคราะห์ Unit Economics ก่อนทุกครั้ง
  2. • วางแผน 3 ปี ไม่ใช่แค่ 3 เดือน
  3. • แบ่งงบเป็น 2 เฟส: System Development และ Franchise Sales
  4. • ลงทุนกับระบบมากกว่าการโฆษณาขายสิทธิ์

สรุป: ค่าใช้จ่ายการทำแฟรนไชส์คือการลงทุนสร้างระบบระยะยาว

การทำแฟรนไชส์ที่ประสบความสำเร็จไม่ได้เริ่มจากการขายสิทธิ์ แต่เริ่มจากการสร้างระบบที่สามารถขยายได้โดยไม่เสียมาตรฐาน ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจึงเป็นต้นทุนเพื่อสร้างโครงสร้างธุรกิจ ไม่ใช่เพียงค่าใช้จ่ายชั่วคราว

หากวางระบบถูกต้องตั้งแต่ต้น แฟรนไชส์จะกลายเป็นเครื่องมือขยายธุรกิจที่ทรงพลังและเพิ่มมูลค่าองค์กรในระยะยาว

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

โดยทั่วไปเริ่มต้นประมาณ 300,000 บาท หากทำเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน

ถ้าไม่ทำ SOP จะขายแฟรนไชส์ได้ไหม?

จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อปกป้องแบรนด์และลดความเสี่ยงทางกฎหมาย

ควรจดเครื่องหมายการค้า และจัดทำสัญญาแฟรนไชส์ที่รัดกุม

ทำได้หากมีทีมและความรู้ แต่ความเสี่ยงสูงหากไม่มีประสบการณ์

โดยเฉลี่ย 3–6 เดือน ขึ้นอยู่กับขนาดธุรกิจ

สามารถแบ่งพัฒนาเป็นเฟสได้ เช่น เริ่มจาก Model + SOP ก่อน แล้วจึงพัฒนา Sales System ภายหลัง

Author
A59

ทีม AREA59

ที่ปรึกษาแฟรนไชส์ครบวงจร

ผู้เชี่ยวชาญจากทีม ที่ปรึกษาธุรกิจแฟรนไชส์และผู้พัฒนา Digital Platform ครบวงจร ประสบการณ์จริงกว่า 200+ สาขาทั่วประเทศ

บทความที่เกี่ยวข้อง

พร้อมยกระดับธุรกิจแฟรนไชส์ของคุณ?

ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย เริ่มต้นวันนี้กับทีมที่พิสูจน์ผลงานแล้วกว่า 200+ สาขา