ค่าใช้จ่ายการทำแฟรนไชส์ไม่ได้มีแค่ค่าจดทะเบียน แต่รวมถึงการออกแบบ Franchise Model, การเขียน SOP, คู่มือปฏิบัติงาน, ระบบ Training และการวางโครงสร้างควบคุมคุณภาพ งบประมาณโดยเฉลี่ยเริ่มต้นหลักแสนไปจนถึงหลักล้าน ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของธุรกิจและระดับระบบที่ต้องการ
ค่าใช้จ่ายการทำแฟรนไชส์ทั้งหมด ปี 2026 ต้องเตรียมงบเท่าไหร่ ? วิเคราะห์ครบทุกต้นทุนก่อนขยายธุรกิจ
“ค่าใช้จ่ายการทำแฟรนไชส์ต้องใช้เงินเท่าไหร่?” คือคำถามอันดับต้น ๆ ของเจ้าของธุรกิจที่ต้องการขยายสาขาแบบไม่ต้องลงทุนเอง 100% แต่ความจริงคือ การทำแฟรนไชส์ไม่ใช่แค่การตั้งราคาขายสิทธิ์ หรือร่างสัญญาเพียงฉบับเดียว หากเป็นการสร้าง “ระบบธุรกิจที่ขยายซ้ำได้” (Replicable Business System) อย่างมีมาตรฐาน
บทความนี้จะพาคุณวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายทั้งหมดแบบละเอียด ตั้งแต่การออกแบบ Franchise Model, การเขียน SOP, การจัดทำคู่มือแฟรนไชส์, ระบบ Training, กฎหมาย, ไปจนถึงงบการตลาดเพื่อขายแฟรนไชส์ พร้อมแนวทางวางงบอย่างมืออาชีพเพื่อป้องกันความผิดพลาดระยะยาว
สรุปค่าใช้จ่ายการทำแฟรนไชส์แบบเข้าใจเร็ว
ค่าใช้จ่ายการทำแฟรนไชส์ในประเทศไทยโดยเฉลี่ยเริ่มต้นประมาณ 300,000 บาท สำหรับระบบพื้นฐาน และอาจสูงถึง 1–2 ล้านบาท หากต้องการระบบระดับมืออาชีพหรือระดับองค์กร ต้นทุนหลักไม่ได้มีเพียงค่ากฎหมาย แต่รวมถึงการออกแบบโครงสร้างรายได้ (Franchise Fee / Royalty Fee), การเขียน SOP และคู่มือปฏิบัติงาน, ระบบฝึกอบรม, ระบบควบคุมคุณภาพ และแผนขยายสาขาระยะยาว
ทำไมค่าใช้จ่ายการทำแฟรนไชส์ของแต่ละบริษัทจึงแตกต่างกันมาก ?
หลายคนค้นหาคำว่า “ทำแฟรนไชส์ต้องใช้เงินเท่าไหร่” แล้วพบตัวเลขตั้งแต่หลักหมื่นจนถึงหลักล้าน ความแตกต่างนี้เกิดจากระดับของระบบที่พัฒนา
- ระดับพื้นฐาน: มีสัญญา มีเอกสารบางส่วน เริ่มขายสิทธิ์ได้
- ระดับมาตรฐาน: มี SOP ชัดเจน มีคู่มือครบ มีระบบอบรม
- ระดับองค์กร: มีโครงสร้างควบคุมคุณภาพ มี KPI มีทีม Support และแผนขยายระยะ 3–5 ปี
ระดับของ “ระบบ” คือปัจจัยที่กำหนดงบประมาณ ไม่ใช่แค่ขนาดของธุรกิจ
โครงสร้างค่าใช้จ่ายการทำแฟรนไชส์ 6 หมวดหลัก
1. ค่าออกแบบ Franchise Business Model
ขั้นตอนนี้คือการวิเคราะห์โมเดลธุรกิจเพื่อให้สามารถขายสิทธิ์ได้อย่างยั่งยืน ครอบคลุมการคำนวณ Unit Economics, โครงสร้าง Franchise Fee, Royalty Fee, Marketing Fee และระยะคืนทุนของผู้ซื้อแฟรนไชส์
งบประมาณโดยประมาณ: 100,000 – 300,000 บาท
หากไม่วิเคราะห์ส่วนนี้อย่างรอบคอบ คุณอาจตั้งราคาแฟรนไชส์ผิด และทำให้ทั้งเครือข่ายขาดความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว
2. ค่าเขียน SOP และ Franchise Manual
SOP (Standard Operating Procedure) คือหัวใจของการควบคุมมาตรฐานทุกสาขา โดยเฉพาะธุรกิจอาหารและบริการที่ต้องรักษาคุณภาพสม่ำเสมอ
- • Operation Manual
- • Product Preparation Guide
- • Service Standard
- • Opening Checklist
- • Audit Checklist
- • HR Guideline
งบประมาณ: 150,000 – 500,000 บาท ขึ้นอยู่กับจำนวนขั้นตอนและความซับซ้อน
3. ค่ากฎหมายและสัญญาแฟรนไชส์
สัญญาแฟรนไชส์ที่ดีต้องครอบคลุมเงื่อนไขสิทธิ์, ระยะเวลา, การต่อสัญญา, การยกเลิกสัญญา, การคุ้มครองสูตรลับ และการปกป้องเครื่องหมายการค้า
งบประมาณ: 50,000 – 200,000 บาท
การประหยัดงบในส่วนนี้อาจสร้างความเสียหายหลายล้านบาทในอนาคต
4. ระบบ Training และ Support
แฟรนไชส์ที่ไม่มีระบบฝึกอบรมคือความเสี่ยงสูงต่อคุณภาพแบรนด์ ค่าใช้จ่ายส่วนนี้รวมถึงการออกแบบหลักสูตรฝึกอบรม เอกสารการเรียนรู้ การสอนภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ รวมถึงทีมเปิดร้าน
งบประมาณ: 100,000 – 400,000 บาท
5. ระบบควบคุมคุณภาพ (Quality Control)
การมี Audit System และ KPI ช่วยให้ทุกสาขารักษามาตรฐานเดียวกัน ลดปัญหาข้อร้องเรียน และสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว
งบประมาณ: 80,000 – 250,000 บาท
6. งบการตลาดเพื่อขายแฟรนไชส์
เมื่อระบบพร้อมแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการทำการตลาดเพื่อหาผู้ลงทุน เช่น การจัดทำ Franchise Brochure, Investor Deck, Landing Page และระบบ Lead Management
งบประมาณ: 100,000 – 400,000 บาท
สรุปงบประมาณการทำแฟรนไชส์แต่ละระดับ
- Mini System: 300,000 – 500,000 บาท
- Professional Franchise: 600,000 – 1,200,000 บาท
- Enterprise Expansion: 1,500,000 บาทขึ้นไป
ค่าใช้จ่ายที่เจ้าของธุรกิจมักประเมินต่ำเกินไป
- • ต้นทุนทีม Support หลังเปิดร้าน
- • งบพัฒนาระบบซ้ำในปีที่ 2
- • งบตรวจคุณภาพสาขา
- • ต้นทุนข้อพิพาททางกฎหมาย
- • ต้นทุนความเสียหายต่อภาพลักษณ์แบรนด์
การไม่เผื่องบเหล่านี้ทำให้แฟรนไชส์ขยายเร็วแต่ไม่ยั่งยืน
ROI ของการลงทุนทำระบบแฟรนไชส์
สมมติคุณขายแฟรนไชส์ได้ 10 สาขา Franchise Fee สาขาละ 300,000 บาท รายได้รวมคือ 3,000,000 บาท หากลงทุนวางระบบ 800,000 บาท ระบบที่ดีจะช่วยลดปัญหาการบริหาร เพิ่มโอกาสขยายสาขา และสร้างความมั่นคงระยะยาว
การมองค่าใช้จ่ายเป็น “การลงทุนในโครงสร้างธุรกิจ” จะทำให้การตัดสินใจชัดเจนขึ้น
ควรเริ่มทำแฟรนไชส์เมื่อธุรกิจอยู่ระดับใด ?
เหมาะกับธุรกิจที่:
- • มีสาขาต้นแบบทำกำไรจริง
- • ระบบการทำงานนิ่งแล้ว
- • มีแบรนด์เป็นที่รู้จัก
- • มี Demand ตลาดรองรับ
ไม่ควรเริ่ม หากธุรกิจยังพึ่งพาเจ้าของเพียงคนเดียว
กลยุทธ์วางงบทำแฟรนไชส์ให้คุ้มค่าที่สุด
- • วิเคราะห์ Unit Economics ก่อนทุกครั้ง
- • วางแผน 3 ปี ไม่ใช่แค่ 3 เดือน
- • แบ่งงบเป็น 2 เฟส: System Development และ Franchise Sales
- • ลงทุนกับระบบมากกว่าการโฆษณาขายสิทธิ์
สรุป: ค่าใช้จ่ายการทำแฟรนไชส์คือการลงทุนสร้างระบบระยะยาว
การทำแฟรนไชส์ที่ประสบความสำเร็จไม่ได้เริ่มจากการขายสิทธิ์ แต่เริ่มจากการสร้างระบบที่สามารถขยายได้โดยไม่เสียมาตรฐาน ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจึงเป็นต้นทุนเพื่อสร้างโครงสร้างธุรกิจ ไม่ใช่เพียงค่าใช้จ่ายชั่วคราว
หากวางระบบถูกต้องตั้งแต่ต้น แฟรนไชส์จะกลายเป็นเครื่องมือขยายธุรกิจที่ทรงพลังและเพิ่มมูลค่าองค์กรในระยะยาว
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
โดยทั่วไปเริ่มต้นประมาณ 300,000 บาท หากทำเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน
ถ้าไม่ทำ SOP จะขายแฟรนไชส์ได้ไหม?
จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อปกป้องแบรนด์และลดความเสี่ยงทางกฎหมาย
ควรจดเครื่องหมายการค้า และจัดทำสัญญาแฟรนไชส์ที่รัดกุม
ทำได้หากมีทีมและความรู้ แต่ความเสี่ยงสูงหากไม่มีประสบการณ์
โดยเฉลี่ย 3–6 เดือน ขึ้นอยู่กับขนาดธุรกิจ
สามารถแบ่งพัฒนาเป็นเฟสได้ เช่น เริ่มจาก Model + SOP ก่อน แล้วจึงพัฒนา Sales System ภายหลัง
ทีม AREA59
ที่ปรึกษาแฟรนไชส์ครบวงจร
ผู้เชี่ยวชาญจากทีม AREA59 ที่ปรึกษาธุรกิจแฟรนไชส์และผู้พัฒนา Digital Platform ครบวงจร ประสบการณ์จริงกว่า 200+ สาขาทั่วประเทศ
บทความที่เกี่ยวข้อง
5 เหตุผลที่ธุรกิจล้มเหลวตอนขยายเป็นแฟรนไชส์ พร้อมแนวทางแก้ไขก่อนเสียเงินหลักล้าน
ธุรกิจจำนวนมากในประเทศไทยล้มเหลวหลังขยายเป็นแฟรนไชส์ เพราะขาดระบบ วางโครงสร้างผิด และประเมินงบประมาณไม่ครบ บทความนี้สรุป 5 สาเหตุหลัก พร้อมแนวทางป้องกันก่อนเสียเงินหลักแสนถึงหลักล้าน
Franchise Systemเทคนิคปิดการขายหลักล้านแบบไม่ต้องเจอหน้า (สำหรับธุรกิจแฟรนไชส์)
เรียนรู้เทคนิคปิดการขายหลักล้านแบบไม่ต้องเจอหน้าลูกค้า เหมาะสำหรับธุรกิจแฟรนไชส์และบริการมูลค่าสูง พร้อมขั้นตอนตั้งแต่คัดกรองลูกค้า นำเสนอคุณค่า ไปจนถึงการปิดดีลออนไลน์